หลังรัฐสภาเริ่มขยับเรื่อง “กาสิโนถูกกฎหมาย” อย่างเป็นทางการ เสียงจากภาคเอกชนและประชาชนก็เริ่มชัดเจนขึ้นในหลากหลายแง่มุม — ทั้งเห็นด้วยแบบมีเงื่อนไข, คัดค้านโดยสิ้นเชิง, หรือเสนอแนวทางประนีประนอมแบบไทย ๆ
1. ภาคธุรกิจ: “โอกาสทอง” ที่ต้องไม่ปล่อยผ่าน
ภาคเอกชน โดยเฉพาะในวงการท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และบริการต่างพากันมองว่า
“กาสิโนคือฟันเฟืองขนาดใหญ่ของเศรษฐกิจใหม่”
กลุ่มโรงแรมและรีสอร์ตระดับหรูในพัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ เสนอความพร้อมในการรองรับ “Entertainment Complex”
กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มองว่าสามารถดึงการลงทุนจากต่างชาติ สร้างเมืองใหม่ได้หากมีการจัดโซนพิเศษ
กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวมองว่าสามารถ ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง จากจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง
หลายองค์กรเสนอให้ รัฐใช้ระบบสัมปทานแบบจำกัดจำนวน เพื่อคุมคุณภาพและผลกระทบ
2. กลุ่มประชาชน: เสียงแตก แต่มีแนวโน้ม “เปิดใจ” มากขึ้น
ผลสำรวจหลายครั้งในช่วงปี 2564–2567 พบว่า
คนไทยกว่า 60–70% เริ่มเห็นด้วยแบบมีเงื่อนไข เช่น ต้องจำกัดพื้นที่ ห้ามคนไทยเข้า หรือควบคุมให้รัดกุม
กลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 20–40 ปี เป็นกลุ่มที่ เปิดรับมากที่สุด โดยมองว่าเป็นโอกาสด้านเศรษฐกิจและการจ้างงาน
ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุหรือกลุ่มศาสนา ยังคงยืนจุดยืน ไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลด้านศีลธรรมและความเสี่ยงต่อสังคม
เสียงประชาชนจำนวนไม่น้อยยังถามกลับรัฐว่า
“จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเปิดแล้วจะไม่กลายเป็นบ่อนของผู้มีอิทธิพล?”
3. ความกังวลจากภาคประชาสังคม
องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และกลุ่มเฝ้าระวังทางสังคมส่วนใหญ่ไม่ได้คัดค้าน 100% แต่เสนอว่า:
ต้องมี กฎหมายเฉพาะกิจ ที่เข้มงวด คุมทั้งคนเล่น เงินทุน และรายได้
ต้องตั้ง กองทุนสังคม เพื่อลดผลกระทบ เช่น การให้คำปรึกษาหนี้พนัน การป้องกันการเสพติด
ต้องมี หน่วยงานกำกับอิสระ ไม่ใช่ปล่อยให้หน่วยงานรัฐเดิมดูแลแบบลำพัง
เสียงที่หลากหลาย สะท้อนสังคมที่เริ่ม “พูดเรื่องกาสิโน” ได้อย่างเปิดเผย
การผลักดันกาสิโนในไทยไม่ใช่แค่เรื่อง “จะเปิดหรือไม่เปิด” แต่ยังเป็นบทสนทนาใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรม เศรษฐกิจ ความโปร่งใส และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมไทยในระยะยาว




